ภาพเก่าเล่าตำนาน : สงครามเชื้อโรค…เคยทำมาแล้ว โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

โควิด 19 ที่กำลังล้างผลาญชีวิตชาวโลก ตายแล้วเกือบ 4 ล้านคน เป็นความคลางแคลง ระแวงต่อกัน ( สถิติปลาย มิ.ย. 64 )

พูดกันแบบเจ็บใจว่า…โลกแทบจะหยุดหมุน

มหาอำนาจต่างชี้นิ้วใส่หน้ากัน ..ใคร (วะ)? ปล่อยเชื้อล้างโลกนี้ออกมา หรือ ว่ามันหลุด-รั่วออกมาจากที่ไหน อุบัติเหตุ หรือ จงใจ

ในช่วงแรก เมืองอู่ฮั่น ในจีน ถูกระบุว่าเป็นแหล่งกำเนิด เสียงประณาม ปากต่อปากของชาวโลกกระหึ่ม จีนกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” ต้องแสดงบทบาทในการรับมือ ก่อสร้างอาคารใหม่รวดเร็วแบบปาฏิหาริย์ให้ชาวโลกได้ประจักษ์ ..รีบคิดค้นหา “วัคซีน”

ไม่ช้าไม่นาน ยุโรป อเมริกา เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ก็ไม่รอดจากภัยโควิด

บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก ออกมาให้ข้อมูลถี่ยิบ…

สงครามน้ำลาย ตามมาติดๆ …ชิงกันตั้งชื่อเชื้อโรคสายพันธุ์ อังกฤษ อินเดีย แอฟริกัน เพื่อ “ ให้เกลียด “ มิใช่ให้เกียรติ

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า…โควิด-19 มีความผิดปกติ มีข้อบ่งชี้ชวนสงสัย หลายประการ ..หรือจะเป็น “เหตุจงใจ” ในทำนอง “สงครามเชื้อโรค”…

เรื่องร้ายกาจ เช่นนี้..ใครจะไปยอมรับ จับมือใครดมก็ไม่ได้

มนุษย์เคยทำ “สงครามเชื้อโรค” …มาก่อนหน้านี้แล้ว
อาวุธเชื้อโรค มีมาตั้งแต่โบราณ…นักรบใช้ “พิษจากพืช-สัตว์” บางชนิด อาบหัวหอกและหัวลูกธนู เพื่อให้ข้าศึกตายแบบไม่ต้องรักษา

คนไทย…ใช้ลูกดอกอาบยา..เป่าลูกดอกพุ่งเข้าตัวสัตว์..สลบหมดสติ

ลูกดอกจะอาบยาพิษจาก “ยางน่อง” เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มาก ชาวมานิ (ทั่วไปเรียกว่า เงาะป่า อยู่ในป่า ยะลา นครศรีธรรมราช : ผู้เขียน) จะเอาหินหรือขวานไปฟันที่เปลือกส่วนลำต้น

น้ำยางน่องไหลออกมา…มีพิษมากถึงขนาดที่ว่าคนฟันเปลือกไม้ควรต้องอยู่เหนือลม เพราะหากอยู่ใต้ลมก็อาจได้รับพิษได้ เมื่อได้ยางน่องมา ก็จะนำมาเคี่ยวแล้วนำลูกดอกมาอาบยาพิษ เก็บลูกดอกนั้นไว้ใช้ได้อีกนาน

ยางน่อง จะทำให้สัตว์ที่โดนพิษเป็นอัมพาตและตาย ในทางทฤษฎียางน่องเป็นสารพิษชื่อ Antiarin เป็นกลุ่มสาร Cardiac Glycoside ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว เกิดการชัก หัวใจเกร็งตัวและหยุดเต้น หยุดหายใจ ซึ่งเป็นพิษที่รุนแรงมาก สัตว์ที่ได้มาเนื้อบริเวณที่นั้นถูกลูกดอกต้องตัดออกก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือมาทำอาหาร (ข้อมูลจาก Supat Hasuwannakit)

หมูป่า อีเก้ง หากโดนลูกดอกที่อาบด้วยยาง “ยางน่อง” หงายท้อง ม่องเท่งทุกตัว… เพราะพิษของมันจะไปทำปฏิกิริยากับหัวใจ….

นับพันปีมาแล้ว…กองทัพกรีก โรมัน ได้ทดลองขว้าง “ปูนขาว” ใส่ศัตรูเป็นครั้งคราวเพื่อให้พวกเขาตาบอด ใช้ไป ใช้มา ก็ต้องยอมรับว่าทหารฝ่ายตนได้รับบาดเจ็บเกือบเท่ากับศัตรู

“อาวุธเชื้อโรค” ไม่ใช่เรื่องใหม่ บันทึกของชนชาติเปอร์เซีย กรีก โรมัน ซึ่งเคยใช้ซากศพผู้เสียชีวิตด้วยโรคมาใช้ แม้กระทั่งเอายาพิษใส่ในแหล่งน้ำ

มนุษย์ไม่เคยหยุดคิด “อาวุธ” ที่จะนำมาประหัตประหารกัน

นักรบโบราณใช้การ “ดีด” เชื้อโรคข้ามกำแพง เข้าไปในเมืองที่ปิดล้อม โดยใช้เครื่องดีดก้อนหิน เพื่อให้ทหาร และพลเมืองฝ่ายตรงข้ามป่วยและตาย ทั้งๆ ที่ขณะนั้น ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค

ปี ค.ศ. 1356 พวกตาด (Tatars) นักรบจอมโหดเชื้อสายมองโกล ได้ใช้เครื่องดีดก้อนหิน ดีดซากศพผู้เสียชีวิตด้วย “เชื้อกาฬโรค” ข้ามกำแพงเข้าไปในเมืองคัฟฟา บนฝั่งทะเลดำ เกิดโรคระบาดตามต้องการ

(ในขณะนั้น..ยังไม่มีใครรู้จัก “กาฬโรค”)

ชาวเมืองที่เป็นชาวอิตาลี หลบหนีไปทางเรือ ไม่รู้ตัวว่านำเชื้อกาฬโรคติดไปด้วย เลยไปแพร่ระบาดในอิตาลี และทวีปยุโรปทำให้มีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่ต้องเข้าใจว่า มันคือเชื้อโรค หรือเชื้ออะไร…แต่ถ้าไอ้สิ่งนี้ มันทำให้ “ฝ่ายเรา” ตาย… “ฝ่ายแก” ก็ต้องตายด้วยเช่นกัน

ถ้าจะเรียกตามศัพท์สมัยใหม่… ก็ต้องเรียกว่า “อาวุธชีวภาพ”

ในช่วงสงครามเย็น ตำรากองทัพสหรัฐเรียกว่า NBC Warfare (Nuclear Biological and Chemical Warfare)

เป็นวิชาหนึ่งของโรงเรียนนายร้อย จปร. ต้องเรียนในวิชาเคมี

วันที่ผู้เขียนไม่เคยลืม… คือ ในช่วงไปเรียน-ฝึกวิชานี้ที่ กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อาจารย์ให้หัดสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษที่เป็นของ ทบ.สหรัฐ อธิบายคุณสมบัติทางเคมีของแก๊สน้ำตา… มันก็ไม่เห็นจะตื่นเต้นเท่าไหร่

ต่อมานักเรียนต้องเข้าไปในเต็นท์ปิดทึบพร้อมหน้ากาก …

อาจารย์…ให้จ่าคนหนึ่งโยนกระป๋องแก๊สน้ำตาเข้ามาในเต็นท์ แล้วจ่าตะโกนว่า “แก๊ส” ตามตำรา…

ณ วินาทีนั้น พวกเราจึงรู้ว่า “นรกมีจริง” อยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก แก๊สน้ำตาแผ่ฤทธิ์เดช นักเรียนนายร้อยนับสิบนายในเต็นท์ที่ไม่รู้ตัวมาก่อน ตกใจ น้ำตามันออกไหลออกมา พร้อมกับน้ำมูก มองอะไรไม่เห็น พูดไม่ออก ลิ้นจุกปาก วิ่งชนกันเหมือนหมาบ้าในเต็นท์ หมดแรง

หน้ากากในมือถูกขว้างทิ้ง…ใครจะไปใส่ทัน (วะ)

ไอ้สูตรเคมีของแก๊สน้ำตา.. มันต้องมาจากนรกแน่นอน ทุกคนน้ำตาไหลออกมาเหมือนจะพาลูกตาออกมาด้วย น้ำมูกไม่รู้มาจากไหน เลอะเทอะ เหมือนเขื่อนแตก หูอื้อไปหมด หมดสภาพความเป็นมนุษย์

จ่า…เปิดเต็นท์ให้นักเรียนนายร้อย ออกมาล้างหน้าในถังน้ำประปา..

จะเป็นนายทหารต้อง “รู้ให้จริง” ต้องเจอมาก่อน ต้องแตกฉาน ก่อนจะไปปกครองหน่วย ก่อนจะไปสอนเค้า…

พวกเรา…ได้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมกับ “แรงอาฆาตเชิงบวก”
ย้อนอดีตไป…ในการสู้รบระหว่างทหารอังกฤษกับชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดง ในปี ค.ศ.1763 ผู้บังคับหน่วยในทหารที่ค่ายฟอร์ทพิท (Fort Pitt) ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษ ให้ใช้เชื้อโรคไข้ทรพิษ ทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน

สงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวยุโรปที่รบกันเลือดนองแผ่นดิน ในเวลานั้น อาวุธยิง อาวุธทำลายล้าง มันยังไม่ค่อยมีอานุภาพ อำนาจการทำลายอยู่ในวงจำกัด การสังหารข้าศึกเป็น “ก้อนใหญ่” ไม่ถึงใจพระเดชพระคุณ

ทหารเยอรมัน…ริเริ่มนำก๊าซพิษมาใช้ในสนามรบ

อาวุธลับที่สุดของเยอรมัน มาในรูปแบบของ “ถังบรรจุก๊าซพิษ” เช่น มัสตาร์ด คลอรีน หรือก๊าซกำมะถัน

กองทัพเยอรมัน…จะปล่อยก๊าซพิษออกไปในสายลม ซึ่งจะพัดเข้าไปในดินแดนของศัตรู เพื่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายแบบทรมาน

ฝ่ายเยอรมันมักจะรอจนดึก ซึ่งจะมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น นอกจากทราบทิศทางลมเพื่อปล่อยก๊าซยมทูต

ก๊าซพิษ….มองไม่เห็น เป็นฆาตกรเงียบ ทหารที่หลับและไม่หลับอยู่ในสนามเพลาะ ที่ก๊าซนรกพัดผ่าน… จะตื่นขึ้นมาร้องด้วยความเจ็บปวด

ก๊าซจะไปเผาไหม้ผิวหนังของพวกเขา ผิวหนังจะเดือดทุกตารางนิ้วเหมือนหมูกระทะ และสามารถทำให้คนตาบอดถาวรได้

เมื่อเยอรมันปล่อยของ…อีกฝ่ายก็ต้องไปหาวิธีป้องกัน

ทหารพยายามป้องกันตนเองด้วยหน้ากากป้องกันก๊าซพิษและถุงมือแบบโบราณ หากแต่ทหารจำนวนมาก สวมชุดเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้องในช่วงตื่นตระหนกจากการโจมตีด้วยก๊าซ ซึ่งทำให้ก๊าซซึมเข้าไปในหน้ากาก

ทหารฝ่ายอังกฤษ ฝรั่งเศส และพันธมิตรเสียชีวิตเกลื่อนสนามรบ

ยังมีของเหลวที่เป็นพิษ สร้างความหวาดกลัวให้กับทหาร แม้สงครามยุติลงหลายคนยังต้องทนทุกข์ทรมาน

สิบโท อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นนายสิบหนุ่มชาวออสเตรียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สัมผัสกับความหวาดกลัวนี้เป็นครั้งแรก

การใช้ก๊าซพิษ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปตาม “ ทิศทาง “ ที่เราต้องการเสมอ

ทิศทางลม คือตัวกำหนด การอยู่ “เหนือลม” หรือ “ใต้ลม”

ที่ตายกันเยอะ คือ ลมหวน พัดกลับทิศทาง…ปล่อยเอง-ตายเอง

นอกจากผลกระทบทางจิตวิทยาแล้ว เหยื่อจากการโจมตีด้วยก๊าซมักจะได้รับบาดเจ็บในระยะยาว นักประวัติศาสตร์ประมาณการว่ามีทหารมากถึง 4 ล้านคนที่ตาบอดในสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากอาวุธเคมี

สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โจ่งแจ้งที่สุด คือ นาซีเยอรมันใช้ห้องอบก๊าซพิษ ปลิดชีพชาวยิวในยุโรปราว 6 ล้านคน ที่เรียกว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

พอมีเรื่องถูกเปิดเผยขึ้นมา ประเทศมหาอำนาจก็ออกมาเอะอะ ทำท่าตื่นกลัว ประกาศใช้อนุสัญญาห้ามใช้อาวุธเคมี ชีวะ ค.ศ.1942 เป็นกติกา

ประเทศที่ไปประชุม ลงนาม ประกาศ ถ่ายรูป และลักลอบผลิต ละเมิดกฎกันเอง ก็พวกแกนั่นแหละ…เรื่องโกหก สร้างภาพ ถนัดนัก

เคยได้ยิน “ฝนเหลือง” หรือ Agent Orange…มั้ยครับ

เมื่อสหรัฐส่งทหารเข้ามาทำการรบในเวียดนาม สภาพภูมิประเทศที่ทหาร ต้องเข้าไปสู้รบกัน คือ ภูเขา ป่าทึบ

ทหารราบ หน่วยรบพิเศษ จะต้องเดินเท้า บุกป่า ฝ่าดง ลุยน้ำ เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่เป็นหลัก ใช่ว่า รถถัง ยานเกราะ รถจี๊ป จะไปได้ทุกแห่งหน

เวียดกง เหมือนทหารผี…แฝงเร้นอยู่ในภูมิประเทศที่คาดไม่ถึงเสมอ

ทหารเวียดกง เป็นสิบคน อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินยาวหลายร้อยเมตร พักผ่อน นอนหลับ รักษาพยาบาล ทำอาหารอยู่ใต้ดินอย่างเหลือเชื่อ ซ่อนพรางได้วิเศษที่สุด…ทหารอเมริกันยังยกย่อง

ทหารเวียดกง ซุ่มอยู่ตามป่า ซ่อนอยู่ใต้ดิน ดักยิงจากบนต้นไม้ ทหารสหรัฐ รวมทั้งชาติพันธมิตรร่วมรบเผชิญกับสงครามกองโจร ทุ่นระเบิด กับระเบิด…สูญเสียกำลังพลมหาศาล

สหรัฐใช้การทิ้งระเบิดเป็นหลัก รวมทั้งใช้ปืนใหญ่ยิงเมื่อสงสัย แผ่นดินเวียดนามโดนถล่มเละ เหมือนหลุมขนมครก

ทหารเวียดกงยังทรงอานุภาพ มีศักยภาพในการสู้รบแบบ “ถวายชีวิต”

มหาอำนาจสหรัฐ รบไป ก็คิดหาวิธี เครื่องมือ ที่จะเพิ่มอำนาจกำลังรบ

ต้องทำลาย “การกำบัง-ซ่อนพราง” ของเวียดกงให้ได้

ป่าต้องโล่งเตียน…เมื่อตรวจการณ์ทางอากาศ ต้องมองเห็นพื้นดิน

คำตอบ คือ Agent Orange ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดพืชที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกำจัดพื้นที่ป่าให้โล่งเตียน มองเห็นกันได้จะจะ

สหรัฐเริ่มปฏิบัติการ ใช้ชื่อรหัสว่า Operation Ranch Hand

2504 ถึง 2514 ใช้อากาศยานทยอยฉีดพ่นสารเคมีหลาย
ชนิดกว่า 20 ล้านแกลลอนทั่วเวียดนาม กัมพูชา และลาว

เครื่องบินของสหรัฐ สเปรย์สารชนิดนี้ ลงสู่ แม่น้ำ คลอง นาข้าว และพื้นที่เพาะปลูก พืชผลและแหล่งน้ำของชาวบ้านที่ไม่ได้สู้รบในเวียดนามใต้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

สารเคมีตัวนี้ ทำงานได้ผล ป่าโล่งเตียน ต้นไม้ยืนตาย

ผลข้างเคียง คือ สารเคมีตัวนี้ ตกค้างในดินนับสิบปี ในพืชบางชนิดที่กินได้ กลายเป็นอันตรายถึงชีวิต ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ทำให้คนล้มป่วยมากมายหลายอาการ รวมทั้งมะเร็งในเม็ดเลือด

พิษที่กระจายไป ก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด และปัญหาทางจิตใจและระบบประสาทที่รุนแรงในหมู่ชาวเวียดนามมหาศาล

ทางการเวียดนามระบุว่า มีชาวเวียดนามหลายล้านคนได้รับผลกระทบ รวมถึงเด็ก 150,000 คน ที่พิการแต่กำเนิด

กระทรวงกิจการทหารผ่านศึกสหรัฐ ให้ตัวเลขประมาณการว่า ทหารอเมริกันนับหมื่นนายที่เคยไปปฏิบัติการ หรือ “ได้เหยียบพื้นดิน” เวียดนาม ระหว่างปี 2505-2518 ล้วนมีโอกาสได้สัมผัสกับสารพิษ เมื่อกลับมาบ้านยังพกพาพิษร้ายมายังครอบครัว

ทหารผ่านศึกสหรัฐที่กลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังหลายพันนาย เคยรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลในอเมริกา… นักกฎหมายมือฉกาจ งัดเอากฎหมายมาสู้คดี เพื่อปกป้อง 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา…ในที่สุดศาลยกฟ้อง

บริษัทไม่ผิด…หากแต่กระทรวงทหารผ่านศึกสหรัฐ จ่ายชดเชยให้ทหารผ่านศึกอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมี

(ลองค้นดูนะครับ …2 บริษัทนี้ชื่ออะไร)

ระหว่างสงคราม “สารเคมียมทูต” ถูกนำไปเก็บไว้ในสนามบินในเวียดนามใต้ 5 แห่ง …ตกค้างมานานราว 40 ปี ไม่มีใครกล้าไปขยับ

กลางปี พ.ศ.2562 มีรายงานว่า องค์กรเพื่อการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USAID แถลงโครงการกำจัดฝนเหลืองที่ฐานทัพอากาศเมืองเบียนฮวา ในเวียดนาม ซึ่งเป็นพื้นที่ปนเปื้อนฝนเหลืองมากที่สุด

เป็นโครงการระยะ 10 ปี ใช้เงิน 183 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5,700 ล้านบาท ที่สหรัฐขอเข้ามาเยียวยา ก็ถือว่า “มีมนุษยธรรม”

ช่วงปี พ.ศ.2521 ผู้เขียนเป็นร้อยตรี ทำหน้าที่ผู้หมวดปืนเล็กชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ อ.วัฒนานคร…ในระหว่างอยู่ในพื้นที่กับลูกน้องราว 50 นาย หน่วยเหนือนำหน้ากากป้องกันพิษมาแจกจ่ายในสนาม…เพราะมีข่าวว่ากองทัพเวียดนามที่มาประชิดชายแดนไทยใช้ปืนใหญ่ยิง “หัวรบเคมี” ยิงใส่ทหารเขมรตายมาเยอะแล้ว… ทหารไทยในสนามรบต้องเตรียมพร้อม..

เป็นหน้ากากของสหรัฐ ใหม่เอี่ยม โดยนายทหาร นายสิบทุกคนต้องเซ็นชื่อรับของ…เจ้าหน้าที่คลังย้ำว่า…หน้ากากนี้ราคาอันละประมาณ 5 พันบาท…ของหลวงหายไม่ได้ หากทำหายต้องชดใช้…

ผู้หมวดหนุ่ม เงินเดือนไม่ถึง 2 พันบาท จ่า นายสิบ ก็เงินเดือนไล่เลี่ยกัน

ทุกคนนำหน้ากากไปเก็บ-ซุก ไว้ในบังเกอร์อย่างดี…เวลาหน่วยออกลาดตระเวน…ไม่มีใครยอมนำหน้ากากติดตัวไปด้วยซักอัน… เรากลัวเหมือนกันว่าเวียดนามยิงกระสุนก๊าซพิษใส่… แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ กลัวหน้ากากหาย กลัวต้องใช้หนี้หลวงหัวโต

โควิด-19 เป็นหายนะที่เกินบรรยาย ยังไม่ทราบว่าจะไปจบ-ไม่จบ ณ จุดไหน เวลาใด… คนไทยขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเผชิญอันตรายนานนับปีมาแล้ว…ต้องทำต่อไป

สำหรับสังคมไทย…ที่ตายทั้งเป็น คือ เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลาย ประชาชนหาเช้ากินค่ำที่ “อยู่ก็เหมือนตาย”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line ได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้โกวิทย์ พวงงาม แนะส่งศาล รธน.วินิจฉัยร่างแก้ไขฉบับ 13 ชี้ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
บทความถัดไปผบช.ภ.1 พร้อมคณะตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญนักเรียนนายสิบ-แพทย์ที่ ศฝร.ภ.1สระบุรี