พรีวิว ยูโร 2020 : ศึกหยุดโลก! ‘สิงโตคำราม’ ปรับทัพเน้นรับบู๊ ‘อินทรีเหล็ก’

พรีวิว ยูโร 2020 : ศึกหยุดโลก! ‘สิงโตคำราม’ ปรับทัพเน้นรับบู๊ ‘อินทรีเหล็ก’

ศึกฟุตบอล “ยูโร 2020” รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่หยุดโลก “สิงโตคำราม” อังกฤษ จะพบกับคู่ปรับตลอดกาล “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในคืนวันที่ 29 มิถุนายน เวลา 23.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่องเอ็นบีที เอชดี 2

ทีมสิงโตคำรามผ่านการลงเล่นรอบแรกด้วยชัยชนะ 2 เสมอ 1 ยังไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว พร้อมกับเข้ารอบมาในฐานะแชมป์ของกลุ่มดี ซึ่งต้องเจอกับเยอรมนีที่เอาตัวรอดจากกลุ่มแห่งความตาย ที่แม้จะเปิดตัวด้วยความพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศส แต่ก็เอาตัวรอดจากผลงานชนะ 1 เสมอ 1 มาได้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
อังกฤษ
ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)
เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)
ชนะ โครเอเชีย 1-0 (ยูโร 2020)
ชนะ โรมาเนีย (เหย้า) 1-0 (อุ่นเครื่อง)
ชนะ ออสเตรีย (เหย้า) 1-0 (อุ่นเครื่อง)

เยอรมนี
เสมอ ฮังการี 2-2 (ยูโร 2020)
ชนะ โปรตุเกส 4-2 (ยูโร 2020)
แพ้ ฝรั่งเศส 0-1 (ยูโร 2020)
ชนะ ลัตเวีย (เหย้า) 7-1 (อุ่นเครื่อง)
เสมอ เดนมาร์ก (เหย้า) 1-1 (อุ่นเครื่อง)

สถิติการพบกัน
ทั้งสองทีมเจอกันมาถึง 32 ครั้ง โดยเป็นฝั่งเยอรมนีที่เอาชนะได้มากกว่า 15 ครั้ง และอังกฤษเอาชนะไป 13 ครั้ง ส่วนอีก 4 ครั้งจบลงด้วยการเสมอกัน รวมถึงเกมล่าสุดที่เจอกันเมื่อปี 2017 ที่เวมบลีย์แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ครั้งล่าสุดที่เจอกันในยูโร รอบสุดท้าย และลงเตะที่สนามเวมบลีย์ คือปี 1996 ในรอบรองชนะเลิศ และเป็นเกมที่ต้องดวลกันจนถึงจุดโทษ ก่อนจะเป็นแกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือสิงโตคำรามคนปัจจุบัน ยิงพลาดไปในช่วงซัดเดนเดธ และเยอรมนีก้าวไปเป็นแชมป์ได้สำเร็จ

สภาพทีม
แกเร็ธ เซาธ์เกต เตรียมงัดแผนหลัง 3 มาใช้อีกครั้งเพื่อเน้นผลการแข่งขัน ทำให้รีซ เจมส์ หรือ ลุค ชอว์ ต้องแย่งตำแหน่งวิงแบ๊กกัน โดยมีคีแรน ทริปเปียร์ เป็นตัวยืน ขณะเดียวกันแจ๊ค กรีลิช ก็อาจจะต้องนั่งสำรองไปก่อนเพราะลดกองกลางไปหนึ่งคน รวมถึงแนวรุก บูกาโย่ ซาก้า ก็ต้องวัดกับฟิล โฟเด้น ว่าใครจะได้เป็นตัวจริง

ทางฝั่งของเยอรมนีนั้น จะได้โธมัส มุลเลอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บในเกมก่อน ทำให้มีชื่อแค่สำรอง กลับมาเป็นตัวจริงในเกมนี้ อย่างไรก็ตามในแดนกลาง อิลคาย กุนโดกัน จะได้ลงเล่นก่อนเลออน กอร์เร็ตซ์ก้า ที่เก็บไว้เป็นทีเด็ดช่วงท้ายเกมเหมือนเดิม

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
อังกฤษ : จอร์แดน พิกฟอร์ด, ไคล์ วอล์กเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, คีแรน ทริปเปียร์, คาลวิน ฟิลลิปส์, ดีแคลน ไรซ์, ลุก ชอว์, ฟิล โฟเด้น, แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

เยอรมนี : มานูเอล นอยเออร์, มัตเธียส กินเทอร์, มัตส์ ฮุมเมลส์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, โยชัว คิมมิช, อิลคาย กุนโดกัน, โทนี่ โครส, โรบิน โกเซนส์, โธมัส มุลเลอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ์, แซร์จ กนาบรี้

สรุป
คู่นี้เจอกันทีไรก็สนุกทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อาจจะไม่เพราะเชื่อว่าอังกฤษในยุคของแกเร็ธ เซาธ์เกต นั้นมักจะเลือกเล่นเกมรับเป็นหลัก โดยเฉพาะบอลรอบน็อคเอาท์แบบนี้ ที่ต้องเน้นผลการแข่งขัน จะไม่เห็นอังกฤษเป็นฝ่ายผลีผลามบุกใส่เยอรมนีแน่นอนแม้จะเล่นต่อหน้าแฟนบอลในเวมบลีย์ก็ตาม

ในขณะที่เยอรมนีจะมาเป็นฝ่ายบุก ก็เชื่อว่ารูปเกมน่าจะเป็นฝั่งที่ครองบอลมากกว่าเจ้าถิ่นแน่นอน แต่เยอรมนีก็ยังมีข้อสงสัยอยู่คือในวันที่ฟอร์มดีก็จะดีสุดๆ แบบวันถล่มโปรตุเกส แต่ว่าถ้าบทจะช็อต มันก็จะเหมือนวันแพ้ฝรั่งเศส หรือเสมอฮังการีได้

แต่จุดหนึ่งสำคัญเชื่อว่าอังกฤษจะไม่ปล่อยให้เกมยืดเยื้อไปถึงจุดโทษได้ เพราะน่าจะเป็นรองเมื่อถึงตอนนั้น อาจจะเหมือนหลายๆ เกมที่ผ่านมาที่ขอแค่นำก่อน ก็ค่อยๆ ปิดเกมตัวเองไป ฉะนั้นอังกฤษยุคใหม่นี้ เชื่อว่ามีลุ้นเอาชนะอินทรีเหล็กได้

สกอร์ที่คาด : อังกฤษ ชนะ เยอรมนี 1-0

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line ได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้อาคมยัน 1 ก.ค.เริ่ม ‘คนละครึ่ง เฟส 3’ แจง ครม.ขยายเวลามาตรการแก้หนี้
บทความถัดไปออสเตรเลียล็อกดาวน์ 4 เมืองใหญ่ สกัดโควิดลาม