เรือนจำแออัด ปัญหาระดับโลก ไทยก็ยังแก้ไม่ตก

35,449 คือตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมโควิด-19 สะสมในเรือนจำและทัณฑสถานตามข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-22 มิ.ย.2564

33 รายในนั้น ถึงขั้นเสียชีวิต

ความแออัด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการติดเชื้ออย่างมากมายยากจะหลีกเลี่ยง

ห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ ตอน “โควิด-19: ถอดบทเรียน ร่วมหาทางแก้เพื่อหยุดการระบาดของคลัสเตอร์เรือนจำ” โดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อตีแผ่ปัญหาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย หากแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเรือนจำทั่วโลก

หรรษา บุญรัตน์

“ผู้ต้องขังคือกลุ่มเปราะบางกลุ่มหนึ่งในสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่แออัด มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือด้านสุขภาพต่างๆ โดยในปี 2563 กรมราชฑัณฑ์ค่อนข้างควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ค่อนข้างดี แต่เมื่อเกิดระลอกที่สามในปี 2564 นี้ก็กลายเป็นการแพร่ระบาดในเรือนจำอย่างกว้างขวาง ขณะที่วัคซีนก็เป็นของหายาก แม้แต่ประชาชนทั่วไปเองก็ยังไม่สามารถเข้าถึง” หรรษา บุญรัตน์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าว ก่อนระบุถึงจำนวนผู้ต้องขังซึ่งเกินจำนวน อย่างไรก็ตาม เมื่อคุยกับทางราชทัณฑ์ก็พบว่าทางราชทัณฑ์มีมาตรการต่างๆ เช่น ตรวจคัดกรองผู้เข้าต้องขังหน้าใหม่ และกักบริเวณ 21 วัน และมีการตรวจเชิงรุก 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ติดเชื้อจะถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลด้านนอกเพื่อให้การรักษา และมุ่งมั่นรักษาปอดเป็นสำคัญ รวมถึงให้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทะลายโจรในการรักษาผู้ป่วย ทั้งยังติดต่อขอวัคซีนให้ผู้ต้องขัง และเท่าที่พูดคุยนั้นทางสาธารณสุขก็จะมอบวัคซีนให้อย่างทั่วถึง โดยจะให้มาเป็นล็อตๆ เนื่องจากปริมาณวัคซีนไม่เพียงพออยู่แล้ว จากนั้นทางกรมราชทัณฑ์จะกระจายไปยังเรือนจำที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเร่งฉีดให้ผู้ต้องขังสูงอายุ หรือกลุ่มเสี่ยง

“ในส่วนของอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากผ้าและเจลแอลกอฮอล์ก็มีเพียงพอ แต่ในเรือนจำนั้นมีสภาพแออัดมาก ทำให้หลายคนไม่สะดวกในการเว้นระยะห่าง หรือพบความยากลำบากในการสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์นั้นก็ขาดแคลนอย่างมาก ลำพังไม่มีโรคระบาดนั้นการจะเข้าถึงบริการสุขภาพก็ยากลำบากอยู่แล้ว โดยกรมราชทัณฑ์ขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังสามเหล่าทัพเรียบร้อยแล้ว” ที่ปรึกษา กสม.กล่าว

สหรัฐ-ฟิลิปปินส์ลดจำนวนผู้ต้องขังฉับไวแต่‘ระบบราชการไทย’ไม่เอื้อ

กฤตยา อาชวนิจกุล

กฤตยา อาชวนิจกุล นายกสมาคมนักวิจัยประชากรและสังคม ระบุว่า ที่ผ่านมาเรือนจำมีปัญหามาอย่างยาวนาน แต่ไม่โทษกรมราชทัณฑ์เพราะเป็นเพียงปลายน้ำ ประเทศไทยในช่วงที่มีผู้ต้องขังไม่ถึงหนึ่งแสนคนคือเมื่อปี 2535 จากนั้นก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ดังนั้น เรือนจำแออัดจึงเป็นปัญหาในระดับโลก เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนของนักโทษเทียบกับประชากรเป็นอันดับหกของโลก เนื่องจากประเด็นคดียาเสพติด ทั้งคดีเล็กน้อยก็เอาเข้าเรือนจำทั้งหมด คนเหล่านี้ส่วนมากเป็นคนจนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการประกันตัวหรือจ้างทนาย เมื่อเอาผู้ต้องขังคดียาเสพติดเข้าเรือนจำเยอะๆ จำนวนคนจึงพุ่ง

โรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์รายงานว่า ผู้ต้องขังหนึ่งคนมีพื้นที่นอนเพียง 2.25 ตารางเมตร ซึ่งพอจะยอมรับได้หากว่าห้องขังนั้นมีการระบายอากาศในเกณฑ์ดี แต่สถิติที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงก็คือ ผู้ต้องขังมีพื้นที่นอนเพียง 0.85 ตารางเมตร จึงนอนให้สบายไม่ได้เลย และขณะนี้ก็มีคนมากกว่าสามแสนคน ฉะนั้น ในเรือนจำส่วนใหญ่ผู้ต้องขังจึงต้องตะแคงนอน

“สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลไทยมัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ระดมตรวจ หากจะแก้ปัญหานี้นั้นทำได้ไม่ยากแต่ต้องจริงใจ เราต้องลดผู้ต้องขังอย่างรวดเร็วในวิกฤตนี้ ซึ่งทำได้ช้ามากเนื่องจากระบบราชการไม่เอื้อให้ทำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่อเมริกาและฟิลิปปินส์ลดผู้ต้องขังออกอย่างรวดเร็วหลังการระบาดของโควิด-19 ได้ เวลานี้เรายังไม่เห็นการระบายผู้ต้องขังออกโดยให้ประกันตนตามกฎหมาย ถ้าอยากลดการแพร่ก็ต้องทำให้เรือนนอนไม่แออัด ต้องเพิ่มพื้นที่นอน ทำให้ต้องไปต่อเป็นชั้นลอยในเรือนนอน ประเด็นหลักจึงเป็นเรื่องของความแออัดที่จะทำอย่างไรในการระบายผู้ต้องขังเหล่านี้ สิทธิของเขาก็ต้องเหมือนคนข้างนอก จำเป็นต้องฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเร็วที่สุด”

กฤตยา ยังพูดถึงประเด็นงบประมาณที่กรมราชทัณฑ์ได้รับ ว่าที่ผ่านมามีการเอาคนไปเข้าเรือนจำเป็นจำนวนมากตั้งแต่ปี 2535 โดยงบประมาณไม่เคยเพิ่มอย่างเหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องขังเลย ตนเคยทราบมาว่า ผู้ต้องขังจำนวนเกือบสามแสนคน แต่มีงบเพียงพอแค่สำหรับสองแสนคนเท่านั้น เราต้องตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมามีงบประมาณค่าผ้าอนามัยให้นักโทษหญิงในเรือนจำเท่าไหร่ นักโทษหญิงที่จนก็ต้องรับจ้างซักผ้าให้นักโทษคนอื่นเอาไปจ่ายค่าผ้าอนามัย ขณะที่ค่าอาหารแต่ละมื้อรวมทั้งค่าแก๊ส ค่าวัสดุต่างๆ นั้นทางเรือนจำจัดสรรให้ผู้ต้องขังแต่ละคนเฉลี่ยรายละ 54 บาทเท่านั้น จึงคิดว่าเราแก้ปัญหาโควิดในเรือนจำได้ยากมาก หากไม่สามารถแก้ปัญหาการส่งคนเข้าเรือนจำเป็นจำนวนมากอย่างไร้เหตุผลในหลายกรณี และไม่ให้สิทธิประกันตัว สิทธิในการเจอทนายอย่างเต็มที่

งบน้อย แดนสนธยา เข้าถึงการรักษาโรคยากมาก

ภาณุพงศ์ จาดนอก นักเคลื่อนไหวทางสังคม เล่าประสบการณ์การเข้าไปอยู่ในเรือนจำหลังต้องคดีทางการเมืองเมื่อวันที่ 8 มีนาคมจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน ว่าตนเข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการตรวจวัดไข้ ยิงอุณหภูมิ ล้างมือและใส่แมสก์ แต่เรื่องแปลกคือตนถูกตรวจโควิด-19 ตอนตีสอง มาตรการของเรือนจำในการคัดกรองโรคโควิด-19 คือ เรือนจำจะแบ่งผู้ต้องหาออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มออกศาล และกลุ่มที่ศาลฝากขัง เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำจะต้องเข้าไปอยู่ในแดนกักตัว 14 วัน ขณะที่ผู้ต้องขังออกศาลกักตัวเพียง 7 วันแล้วย้ายไปยังแดน 1 อีก 7 วัน การระบาดข้างในมันเกิดขึ้นเร็วมาก เนื่องจากมีการติดเชื้อโควิดจากผู้คุมและนำเข้าไปสู่ผู้ต้องขังด้านในเรือนจำ จะเป็นผู้ที่ติดต่อประสานงาน เช่น ผู้ช่วยผู้คุมที่นำเข้าไปสู่แดน

“ในเรือนจำมีการวัดไข้ทุกวัน ใครที่อุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียล จะให้นั่งตากพัดลมหรือล้างหน้า ถ้าตรวจแล้วยังมีอุณหภูมิเกินอยู่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะอากาศร้อน แต่ไม่แยกผู้ต้องขังออกไป หรือเมื่อผู้ต้องขังเป็นไข้ เจ็บคอ หรือไอ การจะได้พบแพทย์แต่ละครั้งต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 ชั่วโมง ด้วยความที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ บอกว่าเป็นเรือนจำที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้ขั้นตอนต่างๆ รัดกุมอย่างมาก นักโทษที่ป่วยจึงเข้าถึงสิทธิในการรักษาล่าช้ามาก

“เรือนจำเองเพิ่งมาแจกแมสก์คนละ 5 ชิ้นหลังมีข่าวว่าเกิดการแพร่ระบาดในเรือนจำ ใครอยากเปลี่ยนแมสก์หรือได้ของใหม่ก็ต้องซื้อที่ร้านค้าสวัสดิการ จะได้เป็นแมสก์ผ้า”

“การรับประทานอาหารนั้นก็ต้องใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น ช้อนไม่เพียงพอต่อนักโทษ ก็ต้องใช้ช้อนต่อกัน เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งจนตนและเพื่อนผู้ต้องขังซื้อช้อนแจกเพื่อนนักโทษให้เป็นของใครของมันเพื่อลดความเสี่ยง และเสื้อผ้าที่เปลี่ยนทุก 2-3 วัน หรือที่นอน ที่ได้ใช้ผ้าห่มผืนเดิมที่ได้รับจากวันแรกที่เข้าไปจนออก โดยไม่รู้เลยว่าผ้าห่มผืนนั้นซักเรียบร้อยแล้วหรือยัง ทำให้เกิดความหมักหมมและเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ได้” ภาณุพงศ์กล่าว

ด้าน ปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ กลุ่ม We Volunteer หรือวีโว่ ผู้เคยสัมผัสประสบการณ์ในเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถไปโทษกรมราชทัณฑ์ได้ทั้งหมด เนื่องจากเรือนจำได้งบจากกระทรวงยุติธรรมน้อยมาก และนอกจากนี้ยังเป็นแดนสนธยา หรือแดนที่หน่วยงานภายนอกอื่นๆ ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือ สอดส่องหรือดูแลได้ รวมทั้งเรือนจำยังเป็นปลายน้ำ ไม่ว่าผู้ต้องขังจะมาจากไหน ในสภาพใด ไม่ว่าจะป่วย พิการใดๆ มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้นำมาฝากขังหรือศาลเป็นผู้ตัดสินจำคุก กรมราชทัณฑ์ทำได้เพียงรับไว้เท่านั้น จึงอยากให้ทุกคนตั้งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานต้นน้ำเหล่านั้นเสียก่อน เช่น ตำรวจจะไปจับผู้ต้องหามาก่อนแล้วนำมาฝากขังไว้ 48 ชั่วโมงกับคนอื่นๆ แล้วไปขออำนาจศาลฝากขัง จึงเป็นการรวมผู้ต้องคดีในทุกสถานีตำรวจไว้ที่ใต้ถุนศาล และถ้าได้ประกันตัวหรือศาลไม่รับฝากขัง หรือพิพากษายกฟ้อง กลุ่มคนที่จะไปรวมกันที่ใต้ถุนศาลทั้งวันก็จะได้รับการปล่อยตัวไปอยู่ในสังคมภายนอก ขณะที่กลุ่มที่ต้องฝากขังหรือไม่ได้รับการประกันตัวก็จะถูกส่งไปยังเรือนจำ ไปห้องกักโรคเมื่อพ้น 14 วันจะได้รับอนุญาตให้พบทนายได้

“เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ที่แออัดอันดับสามของประเทศ พื้นที่นอนแม้เรือนนอนจะสร้างชั้นลอยหรือมีเตียงสองชั้นก็ยังต้องนอนตะแคง การเข้าถึงยารักษาโรคและการตรวจรักษาโรคถือเป็นเรื่องยากและเป็นไม่ได้สำหรับนักโทษที่ป่วยหนักมากๆ ทั้งยังเป็นเรือนจำที่ไม่มีคุณหมอ ต้องรอวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่ทางการจะส่งคุณหมอมาประจำสัปดาห์ การแจกจ่ายยาก็มาจากผู้ต้องขังด้วยกันไม่ใช่พยาบาลหรือเภสัชกร ยาหนึ่งเม็ดหายากมาก ต้องไปขอซื้อยาโดยแลกกาแฟ ได้ยาฟ้าทะลายโจร 4 เม็ด กับยาพาราเซตามอล 8 เม็ด” ปิยรัฐกล่าว

7 ปัญหาในสายตาทนายสิทธิ

พูนสุข พูนสุขเจริญ

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าว่า ในฐานะที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายคดีความทางการเมือง เมื่อลูกความไปติดในเรือนจำก็ต้องไปเยี่ยมและพบมาตรการต่างๆ คิดว่ามีปัญหาอย่างน้อย 7 เรื่อง ได้แก่

1.การเลื่อนการพิจารณาคดีเพราะเมื่อสถานการณ์โควิดระบาดขึ้นมา ศาลก็เลื่อนพิจารณาคดี ซึ่งก็เข้าใจได้ ปัญหาคือกรณีที่ผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำนั้นไม่มีการจัดการที่ดีพอ เมื่อเลื่อนคดีก็ส่งผลต่อคนในเรือนจำที่ต้องอยู่ในเรือนจำนานมากขึ้น

2.การตรวจคัดกรองคนที่เข้าร่วมการฟังการพิจารณาคดี ซึ่งต้องทำโดยเปิดเผย แต่เมื่อเกิดการระบาดของโรคก็ทำให้มีการจำกัดบุคคลในการเข้าร่วมพิจารณาคดีและถูกศาลหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้างต่างๆ บางคดีญาติเข้าไปไม่ได้ แต่คนที่เข้าไปได้กลับเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หลายสิบคน

3.กรณีที่ผู้ต้องหา จำเลยอยู่ในเรือนจำ มีการเลื่อนการไต่สวนและการประกันตัว ซึ่งทั้งภาณุพงศ์, อานนท์และคนอื่นๆ ล้วนต้องเผชิญด้วยกันทั้งสิ้น บางกรณีคดีล้อมรถเรือนจำ ศาลสามารถไต่สวนจากโรงพยาบาลสนามได้เลย แต่ศาลไม่ทำ จนเกิดการเลื่อนพิจารณาคดีไปเรื่อยๆ

4.สุขภาพของผู้ต้องขังที่ย่ำแย่และได้รับผลกระทบโดยตรงจากความแออัดดังกล่าว

5.สิทธิในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทั้งของญาติและของทนาย แม้ราชทัณฑ์จะให้เยี่ยมออนไลน์แต่ก็ต้องลงทะเบียน เดือนละหนึ่งครั้ง ครั้งละ 20 นาที และแม้จะออนไลน์แต่คนที่โผล่หน้ามาทางออนไลน์ก็โผล่ได้ 2 คนเท่านั้น ทั้งยังไม่มีความเป็นส่วนตัวด้วย ขณะที่สิทธิในการเข้าเยี่ยมของทนายก็ถูกกระทบเช่นกัน เช่น ตอนที่ไปเยี่ยมลูกความที่ติดโควิดและต้องย้ายไปยังโรงพยาบาลสนาม ก่อนจะย้ายกลับมายังเรือนจำ โดยระหว่างนี้ห้ามไม่ให้ทนายเยี่ยมผู้ต้องขังระหว่างกักตัวด้วย

6.กรณีผู้ต้องขังที่พ้นโทษระหว่างติดโควิดที่ไม่มีมาตรการในการดูแลที่แน่นอน ทำให้หลายรายใช้ชีวิตข้างนอกเรือนจำโดยไม่รู้ตัวว่าตนเองมีเชื้ออยู่แล้ว

7.ปัญหาเรื่องการประสานงานระหว่างเรือนจำกับโรงพยาบาลในกรณีที่ผู้ต้องหาได้ประกันตัวระหว่างที่ติดโควิด เนื่องจากโรงพยาบาลด้านนอกก็กังวลไม่กล้ารับผู้ป่วย ตนคิดว่าควรมีมาตรการที่เรือนจำติดต่อกับโรงพยาบาลไว้เพื่อรองรับ แต่กลับเป็นภาระของผู้ต้องขังที่ต้องมาวิ่งหาโรงพยาบาลเอง

มองโลก ย้อนดูกติการะหว่างประเทศ

ปิดท้ายด้วยข้อมูลจาก ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายรณรงค์นโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งบอกว่าจริงๆ แล้วทั่วโลกก็ประสบปัญหาเรื่องการระบาดในเรือนจำเช่นกัน หลายประเทศก็พบว่าตัวผู้ต้องขังประสบปัญหาเดิมคือข้อจำกัดเชิงพื้นที่ทำให้รักษาระยะห่างไม่ได้ ไม่ว่าเรือนจำจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม ทั้งปัญหาการขาดการดูแลทางโภชนาการทำให้ร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดโรคโดยง่าย หรือการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดก็ทำให้เสี่ยงติดโรคอื่นๆ นอกเหนือจากโควิด-19 อีกด้วย

“จำนวนคนที่ติดโควิดในไทยนั้นจะเห็นวิวัฒนาการว่าไม่ลดลงเลย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย เมื่อเราดูว่าการจัดการโควิดในเรือนจำ ในเชิงมนุษยชนจะพบว่ากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองระบุไว้ว่า คนที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพต้องได้รับการรับประกันว่าสภาพการคุมขังนั้นต้องไม่ร้ายแรงจนกลายเป็นการทรมานหรือโหดร้าย ทั้งยังต้องมีการรับรองสิทธิว่าจะไม่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ การไม่ได้พบปะพูดคุยกับทนายจึงเป็นปัญหาในด้านนี้มากๆ”

ภัทรานิษฐ์กล่าวเสริมว่า อีกส่วนหนึ่งคือสิทธิในสุขภาพซึ่งอยู่ในกติการะหว่างประเทศที่ไทยลงนามอีกฉบับ ระบุว่าห้ามไม่ให้ไปลิดรอนสิทธิจนบุคคลรู้สึกว่าถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ เมื่อมีโรคแพร่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก องค์กรสิทธิในหลายประเทศก็ออกหลักเกณฑ์มาตรการต่างๆ เพื่อลดทอนความเสี่ยง เช่น ลดคดีที่ต้องขังโดยวัดจากกับความเสี่ยงของผู้ต้องขังที่มีต่อสังคม เช่น หากผู้ต้องขังไม่ได้เป็นอาชญากรโดยแท้จริง ก็สามารถปล่อยตัวได้

การแก้ปัญหาในระยะยาวนั้นสำคัญอย่างมาก องค์กรระหว่างประเทศที่รับผิดชอบการจัดสรรวัคซีนโดยตรง เช่น WHO เท่าที่ได้พูดคุยก็พบว่ามีการพยายามจัดทำชุดเครื่องมือที่เป็นเช็กลิสต์ว่าในการแพร่ระบาดของไวรัสนั้นควรมีการจัดการใดๆ บ้างเพื่อดูแลผู้ถูกคุมขัง โดยอยากให้มีการปฏิบัติตามเช็กลิสต์เหล่านี้

นอกจากนี้ยังรวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังโดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะในเชิงการเมืองหรือในเชิงเชื้อชาติ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line ได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้‘มท.1’ เชื่อคุมแรงงานในแคมป์ สกัดเชื้อ ยอมรับจัดการไม่เป็นระบบเพราะคำสั่งเพิ่งออก
บทความถัดไปหมอประสิทธิ์ แจงประสาน จว. รับแรงงานกลับก่อนปิดแคมป์ ชี้เร็วไปที่จะตอบ ควบคุมได้หรือไม่